วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การแข่งขัน rabbit grand national

การแข่งขันกระต่ายของต่างประเทศ ที่การแข่งขันนี้จะมีการแข่งขันทีละตัวป็นรอบๆไป โดยกระต่ายที่เข้าแข่งขันจะต้องผ่านอุปสรรคต่างๆไปให้เร็ว



Burgess excell small animal show rabbit grand national

Burgess excell small animal show rabbit grand national


Burgess Premier Small Animal Show Bunny Grand National

Rabbit Grand National Girls

Rabbit Grand National The Final

โรคของกระต่ายและการดูแลกระต่ายที่ป่วย

โรคของกระต่ายนั้นมีหลายชนิดและเกิดจากหลายสาเหตุ ความร้ายแรงก็แตกต่างกันไป มีดังนี้


1. โรคท้องเสีย สาเหตุของกระต่ายท้องเสียมีหลายสาเหตุ แต่ส่วนมากที่พบก็คือ จากการกิน ในบางครั้งเจ้าของกระต่าย หาอาหารหรือนำผักผลไม้ที่อวบน้ำให้กระต่ายกินเป็นจำนวนมาก ๆ เช่น แอปเปิ้ล แตงกวา บางครั้งให้กินเป็นจำนวนหลาย ๆ ลูก ซึ่งทำให้กระต่ายมีน้ำในท้องเยอะ ส่งผลให้กระต่ายท้องขึ้นและท้องเสีย และการดื่มน้ำดื่มไม่สะอาดพอ ตลอดจนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย จากอากาศหนาวเย็นไปสู่อากาศร้อนฉับพลัน จะส่งผลให้กระต่ายถ่ายเหลวเป็นอึพวงองุ่น 

- ลักษณะของอาการท้องเสีย กระต่ายจะนอนหมอบแบบหมดแรง และถ่ายเป็นน้ำ หรือในระยะแรกอึกระต่ายจะไม่ค่อยปั้นก้อนแข็งตัว เมื่อจับดูหรือกดก็จะพบว่า อึกระต่ายนิ่มมาก ๆ ถ้าเป็นอาการเริ่มต้นดังกล่าว ให้รีบนำผงเกลือแร่ชนิดซองที่ผสมให้คนดื่ม ผสมน้ำให้กระต่ายดื่ม เพราะกระต่ายจะเริ่มเสียน้ำมาก ๆ ทำให้กระต่ายอ่อนเพลีย และหยุดให้อาหารเม็ดทั้งสิ้น วางไว้เฉพาะหญ้าสดหรือหญ้าแห้งเท่านั้น และรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน 

- วิธีการรักษาแพทย์จะฉีดยาฆ่าเชื้อ และให้วิตามิน พร้อมกับยาฆ่าเชื้อมาให้ เจ้าของกระต่ายป้อนในปริมาณที่แพทย์กำหนด เช้า – เย็น (หรืออื่น ๆ ตามวินิจฉัยของแพทย์)





อึที่เป็นก้อนแข็ง(ปกติ)
อึพวงองุ่น(ท้องเสีย)





2. โรคท้องอืด
 สาเหตุ เกิดจากการที่อาหารของกระต่ายกินเข้าไปแล้วกระต่ายไม่ถ่ายออกมา จนทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ และหรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน จากอากาศร้อนจัด ๆ ไปอากาศหนาว จะทำให้ลักษณะของลำไส้และกระเพาะของกระต่าย หดรัดตัวไม่ย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด 


- ลักษณะอาการ กระต่ายที่มีอาการท้องอืด จะนอนนิ่ง ๆ ไม่ถ่าย นิ่งซึม ลักษณะคล้าย ๆ อาการของโรค Hair ball และไม่ยอมกินอะไร เมื่อจับบริเวณลำตัวจะพบว่า ท้องแข็ง และตัวพองกลม และตามลำตัวจะมีลักษณะสีเขียว ถ้าพบอาการลักษณะนี้ ให้พยายามเอาผงเกลือแร่ ผสมน้ำป้อนกระต่าย และรีบนำส่งแพทย์ด่วน 

- วิธีการรักษาแพทย์จะทำการ ส่งเอ็กซ์เรย์ และฉีดยาฆ่าเชื้อ สวนทวารของกระต่าย ให้น้ำเกลือ และสังเกตการณ์หากเป็นมากก็อาจจะต้องรับตัวไว้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล


3. โรคเชื้อรา สาเหตุเกิดจากความอับชื้น จากบริเวณที่เลี้ยง หรือ เชื้อที่ลอยมาตามอากาศ 

- ลักษณะอาการจะมีอาการขนร่วง มากผิดปกติแบบไร้สาเหตุ หรือในบางตัวจะมีความเปียกชื้นบริเวณขนของกระต่ายที่มีขนยาว และมีสีเขียวเข้ม ๆ เป็นต้น กระต่ายจะเกา และถ้าร่วงมาก ๆ จนไม่มีขนบริเวณนั้น อาจจะส่งผลให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้ออื่นตามมาได้ ให้รีบนำส่งแพทย์

- การรักษา แพทย์จะทำการขูดบริเวณที่มีปัญหาขนร่วง หรือบริเวณที่มีสีเขียว บนขนกระต่าย ไปตรวจ หากเป็นเชื้อรา แพทย์จะให้ยากลุ่ม คีโตคูนาโซล ไม่ว่าจะเป็นแชมพู หรือ ครีม ให้ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง เพราะอาการของเชื้อรา เป็นการรักษาที่ต้องใช้การดูแลต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดังนั้นอาจจะต้องใช้ความอดทนเล็กน้อย


4. โรคกลาก เรื้อน สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ และการอักเสบ หรือติดเชื้อที่ลอยมาตามกระแสลมและมาเกาะบริเวณตัวกระต่าย และหรือในบางทฤษฎี บอกว่าเกิดจากพยาธิในตัวกระต่าย ที่แย่งอาหารต่าง ๆ ไปจนทำให้กระต่ายขาดสารอาหารและเป็นแผลตกสะเก็ด (ไม่ขอยืนยัน) 

- ลักษณะอาการบริเวณใบหู จมูก หรือ เท้า จะมีลักษณะของการเป็นแผลตกสะเก็ด และกระต่ายจะเกาและคันมาก หากปล่อยไว้นาน ๆ อาการตกสะเก็ดจะลุกลามไปเรื่อย ๆ อาจจะส่งผลให้กระต่ายเสียชีวิตในเวลาต่อมา (อาการดังกล่าวคล้าย ๆ ขี้เรื้อนในสุนัข)

- การรักษา แพทย์จะทำการวินิจฉัยเชื้อ และให้ครีมมาทา เช้า – เย็น และให้ยาฆ่าเชื้อมาป้อนประกอบกันเช้าและเย็น ต้องหมั่นและขยันทาครีม ตลอดจนป้อนยาอย่างต่อเนื่อง และแผลตกสะเก็ดจะแห้ง และเมื่อแผลแห้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริเวณผิวหนังของกระต่ายบริเวณที่เป็นกลากหรือเรื้อน จะค่อย ๆ มีขนเข้าปกคลุมแต่อาจต้องใช้เวลาสักระยะ
เรื้อนที่บริเวณหู


5. Hair Ball สาเหตุเกิดจากการที่กระต่าย เลียขน (แต่งตัว) เข้าไปเป็นระยะเวลานาน ๆ แล้วไปสะสมในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดการอุดตันในระบบทางเดินอาหารไม่ว่าจะเป็นบริเวณกระเพาะอาหารหรือบริเวณลำไส้ ทำให้กระต่ายไม่ถ่ายหรือถ่ายออกมาเป็นปริมาณที่น้อยมาก ๆ Hair Ball เป็นโรคที่พบได้ในกระต่ายทุกสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นขนสั้นหรือขนยาว

- ลักษณะอาการ ที่ควรหมั่นสังเกตุ อาการเบื้องต้นของกระต่ายที่มีลักษณะของโรคแฮร์บอล ให้สังเกตุที่อึของกระต่าย หากอึมีลักษณะของเส้นขนที่ร้อยอึออกมาด้วยลักษณะคล้าย ๆ สร้อยมุก ให้สันนิษฐานว่ากระต่ายมีอาการของโรคแฮร์บอล 

- วิธีการรักษาเบื้องต้น ให้หาเจล Laxatone มาป้อนให้กระต่ายกิน ส่วนที่พอเหมาะ ประมาณ 1 CC ต่อ 1 กิโลกรัม หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย ป้อนเช้าและเย็น และสังเกตอาการว่ากระต่ายถ่ายออกมาได้มากขึ้นหรือไม่ ให้ป้อนติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 – 5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ แล้วหยุดป้อน และสังเกตอาการต่อหาก อึของกระต่ายที่มีเส้นขนร้อยออกมาหมดไป ก็ให้สบายใจได้ แต่ถ้ายังไม่หมด ถ้าต้องการความสบายใจให้รีบไปปรึกษาแพทย์ดีที่สุด
อึที่เป็นโรค Hair ball


6.โรคหรือลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้ เช่น ลักษณะฟันยื่น

โรคทางพันธุกรรมเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยเหลือหรือรักษาได้ตามอาการของกระต่ายที่เป็น เช่นกระต่ายฟันยื่น ก็สามารถพากระต่ายไปตัดฟันออกให้ฟันสบกันพอที่จะให้กระต่าย ไว้ใช้กัดแทะหรือบดเคี้ยวอาหารได้อย่างสะดวก ส่วนปัญหาคอเอียง หรือขาแป ต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ปัญหาทางพันธุกรรมหลัก ๆ เกิดจากการนำกระต่ายที่มีสายเลือดใกล้ชิดกัน เช่น ปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่น้อง มาผสมพันธุ์กันเอง หรือก็เป็นปัญหาจากการผสมข้ามสายพันธุ์ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาลักษณะผิดปกติดังเช่นที่ผ่านมาได้เช่นกัน


การป้องกันโรค 
ทำได้โดยพยายามลดสาเหตุของโรคให้เหลือน้อยที่สุดได้แก่ 
1 เลือกชื้อกระต่ายที่แข็งแรงและปลอดโรคมาเลี้ยง 
2 ดูแลกระต่ายให้อยู่สภาพที่สบาย สะอาด ได้รับอาหารและน้ำเพียงพอ ไม่ร้อนเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก 
3 หมั่นตรวจและสังเกตุลักษณะอาการของกระต่ายเป็นประจำ ถ้าพบกระต่ายป่วย ควรแยกไปเลี้ยงในที่เฉพาะและทำการรักษาทันที ถ้าไม่สามารถรักษาได้ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ ส่าหรับกระต่ายตัวอื่นที่ยังไม่ป่วยควรดูแลเป็นพิเศษและทำความสะอาดโรงเรือนให้บ่อยขี้น 
4 ไม่ควรใช้ยาเอง ถ้าไม่มีความรู้เพียงพอ ถ้าจะใช้ยาเองควรทำตามคำแนะนำของ สัตวแพทย์ และไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็นเพราะจะทำให้เชื้อโรคตื้อยาได้

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หญ้า ผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับกระต่ายน้อย

หญ้า
1.หญ้าขน ซึ้งจะเป็นหญ้าี่ที่หาได้ง่ายทั่วไป จากตามข้างทาง หญ้าขนคือหญ้าสดที่เป็นขน สามารถหาตัดและซื้อได้ทั่วไป และเป็นหญ้าที่เหมาะกับกระต่ายที่สุด


2.หญ้าอัลฟาฟ่า จะมีโปรตีน และ แคลเซี่ยมสูงที่สุด เหมาะสำหรับกระต่ายที่กำลังเจริญเติบโต ที่อายุไม่ถึง 1 ปี หรือกระต่ายที่กำลังอุ้มท้อง


3.หญ้าแพงโกล่า เป็นหญ้าที่เหมาะสมกับกระต่ายทุกเพศทุกวัยและทุกเวลา หญ้าชนิดนี้จะมีไฟเบอร์สูง ช่วยป้องกันเรื่องก้อนขน ช่วยรักษาโรคฟันยาว และช่วยในระบบการย่อย



4.หญ้าทิโมธี ลักษณะคล้ายกับหญ้าอัลฟาฟ่า แต่มีแคลเซียมน้อยกว่าและมีโปรตีนต่ำ มีไฟเบอร์สูงช่วยในการขับถ่ายและการย่อยอาหาร


ผลไม้

สามารถจะให้ได้ แต่ไม่ควรให้มากเกินไป เพราะผลไม้ส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลสูง ซึ่งหากกินมากเกินไป ก็จะไม่ดีต่อระบบย่อยอาหารของกระต่าย หากเทียบกับผักใบเขียวทั้งหลาย แล้ว ผักจะเหมาะกว่า เพราะว่า มีกากใยอาหาร หรือที่เรียกว่า ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลต่ำอีกด้วย

แอปเปิล---> เอาแกนออกค่ะเพราะมีพิษนะคะ ระวังอย่าให้เค้ากินล่ะ
กล้วย---> ไม่มีเปลือก+กินมากไม่ดีเพราะน้ำตาลเยอะ
ชมพู่---> ถ้ากระต่ายเด็กไม่ควรให้กินมากเพราะมีน้ำเยอะ
ลิ้นจี่---> ระวังเปลือกโดนเนื้อด้วยนะเพราะมียาง
ฝรั่ง---> กินมากไม่ดีนะเดี๋ยวน้องจะท้องอืด
สาลี่---> ให้กินได้แต่ระวังอ้วน แกนมีพิษนะคะต้องเอาออก
แครนเบอรี่
ราสเบอรี่
บลูเบอรี่
สตรอเบอรี่
เชอรี่
มะละกอ---> เอาเม็ดออกด้วยนะ
แคนตาลูป
องุ่น---> เอาเมล็ดออกด้วยนะ
ส้ม---> ไม่เปรี้ยวควรให้กลีบ 2 กลีบเพราะน้ำเยอะ ระวังท้องเสีย
ลูกแพร์
ลูกพีช
พลัม
สัปปะรด---> ช่วยเรื่องก้อนขนคะให้นิดเดียวพอคะ บางตัวก็ไม่ชอบ

ผัก


ผักมีกากใยอาหาร หรือที่เรียกว่า ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลต่ำอีกด้วย

แครอท
ใบกะเพรา---> ช่วยกระต่ายท้องอืด

กวางตุ้ง
ข้าวโพด---> ดิบ
หน่อไม้ฝรั่ง 
บล็อคเคอรี่ 
ใบบัวบก 
คะน้าฮ่องกง 
ผักกาดขาว 
ผักกาด 
หางหงษ์ 
ผักกาดหอม 
parsley 
สะระแหน่ 
Arugula 
Spinash---> อย่าบ่อยนะ
ผักชีฝรั่ง 





คลิปคลายเครียดเพิ่มเติม





วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การดูเพศกระต่าย


การดูเพศกระต่าย

กระต่ายที่โต แล้วสามารถที่จะดูเพศได้อย่างชัดเจน โดยที่ตัวผู้จะเห็นลูกอัณฑะอยู่นอกช่องท้องชัดเจน และตัวเมียเห็นอวัยวะเพศอยู่ใต้ทวารหนัก แต่การดูเพศในลูกกระต่ายนั้นจะต้องอาศัยความชำนาญ ความแม่นยำทางสายตาและแสงสว่างที่เพียงพอ ลูกกระต่ายที่จะดูเพศได้อย่างชัดเจน ควรมีอายุเกิน 2 สัปดาห์
วิธีการ จับลูกกระต่ายนอนหงายในฝ่ามือ ใช้นิ้วมือและนิ้วหัวแม่มือของอีกมือหนึ่งลูบ และกดเบาๆที่ข้างๆอวัยวะเพศ จะเห็นอวัยวะเพศอยู่เหนือทวาร
หนัก ถ้าเห็นเป็นแท่งกลมยื่นออกมาแสดงว่าเป็นตัวผู้ ส่วนตัวเมียจะเห็นเป็นรอยผ่ายาวจนเกือบถึงทวารหนัก




(เพศเมีย)


(เพศผู้)

การเลือกซื้อกระต่าย

วิธีการเลือกซื้อกระต่ายที่เหมาะสม




กระต่ายกลับมาบ้านแล้วเลี้ยงไปเลี้ยงมา ไม่กี่วันก็เสียชีวิตโดยไร้สาเหตุ จึงเกิดคำร่ำลือมากมายว่ากระต่ายเลี้ยงยากตายง่าย ทำให้หลาย ๆ คนเลิกคิดที่เลี้ยงกระต่ายไปเลย แต่โดยความเป็นจริงแล้วกระต่ายไม่ใช่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงยากอย่างนั้นเลย จริงๆแล้ว กระต่ายเป็นสัตว์ที่แข็งแรงและอดทนมาก ฉะนั้นต่อไปนี้เราจะมาดูกันว่า ครั้งต่อไปเวลาเราจะเลือกกระต่ายสวยและสุขภาพดีกลับบ้าน จะต้องทำอย่างไรบ้าง ... 

1.สถานที่ขาย 
เบื้องต้นต้องดูเรื่องของความสะอาด หากเป็นร้านจำหน่ายทั่วไปดูได้จากการจัดการร้าน ควรจะสะอาด กระต่ายในร้านควรมีสุขภาพดี มีความตื่นตัวสูง หากเป็นฟาร์ม โรงเรือนต้องถูกสุขลักษณะ มีการจัดการเรื่องของสุขาภิบาลอย่างถูกต้อง กระต่ายในฟาร์มต้องสมบูรณ์ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งเป็นโรค เพราะฟาร์มนั้นเลี้ยงกระต่ายร่วมกันมากมายหากตัวใดเป็นโรค โอกาสในการแพร่เชื้อจะสูงตามไปด้วย ควรซื้อกระต่ายจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และต้องมีการรับประกันสุขภาพ เช่น ใบรับรองสุขภาพ รวมทั้งต้องมี ใบเพ็ดดีกรีด้วย ซึ่งจะต้องบอกรายละเอียด วันเดือนปีเกิดของตัวกระต่ายเอง รวมถึง รายละเอียดของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย 3 รุ่นขึ้นไป 
2.สุขภาพ

การเลือกกระต่ายสุขภาพดีสำคัญมากกว่าสีสัน ลวดลาย หรือสิ่งใดๆ การที่จะรู้ได้ว่ากระต่ายมีสุขภาพดีหรือไม่ เรามีวิธีที่สามารถตรวจสอบด้วยตนเอง โดยใช้วิธีตรวจสอบในจุดหรืออวัยวะส่วนต่าง ๆ ของกระต่ายดังนี้ คือ 
ตา
ดวงตากระต่ายต้องสดใส ปราศจากขี้ตา มองดูสีตาต้องถูกต้องตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์และสีตัว ไม่มีโรคเกี่ยวกับสายตา เช่น ต้อกระจก ผิวหนังรอบ ดวงตาต้องไม่เป็นสะเก็ดหรือร่องรอยบาดแผล รวมทั้งไม่มีเชื้อรารอบดวงตาด้วย

จมูก
โพรงจมูกกระต่ายต้องปกติ ไม่มีร่องรอยของอาการหวัด เช่นมีน้ำมูกเกรอะกรัง ปกติจมูกกระต่าย จะมีลักษณะที่เปียกนิดหน่อย แต่ไม่ควรชื้นแฉะเพราะนั่นคืออาการของไข้หวัด 
ปาก-ฟัน
สิ่งสำคัญที่จะต้องดูเป็นพิเศษก็คือ ปากและฟัน เปิดปากกระต่ายเพื่อตรวจดูฟันซี่หน้า ต้องสบกันพอดี ฟันหน้าคู่บนต้องอยู่ด้านหน้าของฟันหน้าคู่ล่างเล็กน้อย แต่ต้องไม่มีอาการเอียง เก ยื่น บิดเบี้ยว หรือแตกหัก การตรวจฟันกระต่ายสำคัญมากเพราะกระต่ายอายุน้อยจะยังไม่แสดงอาการไม่พึงประสงค์หรือโรคทางพันธุกรรมออกมา แต่เมื่อคุณเลี้ยง ๆ ไป อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ แสดงออกมา และจะกลายเป็นฝันร้ายสำหรับคุณไปตลอด เพราะการดูแลกระต่ายที่มีฟันผิดปกติเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสมาก คุณต้องตัดฟันกระต่ายเองหรือให้สัตวแพทย์ตัดให้ทุก 2 สัปดาห์ เพราะกระต่ายที่เป็นโรคฟันยื่นจะทานอาหารได้ลำบากมาก 
หู
ตรวจดูใบหูต้องสะอาด มองดูในรูหูต้องไม่มีขี้หูอุดตัน เพราะอาจเป็นรังของตัวเห็บไรได้ 
ท้อง
ตรวจดูขนบริเวณใต้ท้องต้องแน่นและปกคลุมมองไม่เห็นหนังท้องใส เพราะอาจเป็น โรคพยาธิ หรือโรคอื่น ๆ ที่ยังไม่แสดงอาการออกมา 
เท้า
ตรวจดูเท้าทั้ง 2 คู่ ต้องเดินและกระโดดเป็นปกติ ไม่มีอาการแบะหรือถ่าง ขนใต้เท้าคู่หลังทั้งสองข้างต้องหนาและไม่มีแผลบริเวณใต้เท้า 

เล็บ
เล็บเท้าต้องมีครบทุกนิ้ว กระต่ายมีนิ้วทั้งหมด 18 นิ้ว ขาหน้ามีข้างละ 5 นิ้ว ในขณะที่ขาหลังมีข้างละ 4 นิ้วเท่านั้น สีของเล็บต้องถูกต้องตามสายพันธุ์ หนังหุ้มเล็บต้องไม่ตกสะเก็ดเป็นแผลหรือเป็นเชื้อรา หรืออักเสบเป็นผื่นคัน 
ขน
กระต่ายสุขภาพดีต้องมีขนเป็นมันสลวยไม่หยาบกร้านหรือหลุดร่วงง่าย สังเกตุจากความแน่นหนาของขน สีสันต้องชัดเจน ผิวหนังใต้ขนต้องไม่มีสะเก็ดแผล ผื่นคัน หรือแข็งกระด้าง คุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง ใช้มือลูบขนเพื่อตรวจสอบผิวหนังใต้ขนในจุดต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งหากคุณกำลังจะซื้อกระต่ายสายพันธุ์ที่มีขนยาว ขนที่ยาวนั้นสามารถซ่อนสิ่งต่าง ๆ ไว้ได้มากมาย 
ลำตัว
จับบริเวณลำตัวกระต่ายเนื้อต้องแน่น เวลาคลำดูกระดูกสันหลังต้องไม่ปูดโปน กระต่ายต้องไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป เนื้อสะโพกต้องเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ 
ลักษณะโดยทั่วไป
กระต่ายที่สุขภาพดีจะต้องร่าเริง ตื่นตัว และดูแลทำความสะอาดตัวเองอยู่เสมอ กระต่ายที่เป็นโรคจะเก็บตัวนอนนิ่ง ๆ ไม่ค่อยวิ่งซุกซน มีอาการซึม

Netherland Dwarf

Rabbits breed Netherland Dwarf

Netherland Dwarf in 1948 or 2491 can be regarded as the beginning.Netherlands, the Water Forum of the rabbit. Because rabbits breed was imported to Britain by a strain of rabbits and rabbits in 1969 or 2512 of this species. Popular in the United States and has been recognized by the Association of the United States or ARBA rabbit breeding is to improve the terms of the details of the breed standard. Rabbit Council of the United Kingdom is only a little.The ideal weight is 0.9 kg of mature rabbit breeds. Netherlands, The Water Forum is a rabbit that has a choice of colors, most of the rabbits breed all that is can be classified into 5 groups, colors, and color or the color of the more than 24 color standard. Development Association of the United States or breeding rabbits, ARBA.


The fur of the rabbit.


(Self Varieties)

☻ Self Varieties is a single color, hair color, hair color, and both contain the same 5 colors 6 types.
          • black.
          • Colors: Blue (Blue) - a dark gray color (USS) is the color of the cat roan
          • white chocolate.
          • Color Lilac (Lilac).
          • White, blue eyes (Blue Eyed White) and
          • White Star Ruby (Ruby Eyed White).











(Shaded Varieties)
☻ Shaded Varieties is a coat color with the same intensity of color in positions of unequal Where the intensity of the color difference is obvious. Nose and four legs. The darker the color. The other part consists of four colors.
          • Sable Point-a cream-colored body. The color is dark brown. The color of the cat-like lightning figures.
          • Siamese Sable-brown and dark red. The color of Thai bronze dogs.
          • Siamese Smoke Pearl-gray smoke.
          • Tortoise Shell-colored freckles. The color of the armature acts like a turtle. The feathers are brown. However, there are points in the nose and the legs are brown with darker.
  






(Agouti Varieties)
☻ Agouti Varieties is a group of more than one hair color, hair color, hair color in the same line. When observed closely, the hair is divided into three bands clearly consist of five colors.
          • Chestnut-brown as a nut. Short hair black at the tip like a hare.
          • Chinchilla-gray short hair black like the color of the chinchillas.
          • Lynx-Sam is a silvery gray color.
          • Opal-colored rice. In a blue coat.
          • Squirrel-be blue or gray, dark gray short hair at the tip. The color of the squirrel.










(Tan Varieties)
☻ Tan Varieties) is divided into two categories. The type of hair color is the color of the blue color is black or dark chocolate Lilac and the other groups that have copper and gray smoke. But the key is. For all types of colors will be gold or white or a hair band across the throat. The necklace looks like. And fabric stretching across the neck.
          • Otter-a type of hair color is the color of the blue color is black or dark chocolate Lilac at the front foot behind the outer ear to the outside of the hind legs. And the back and sides of the body. But it was talking at the neck (the jaw) back neck triangle belly, nose, lower your eyes skim down the ear portion and the inner portion of the front legs and hind legs are cream colored with orange, Sam. A rabbit's Cooking in color, black or chocolate. Sam is a straw in color or markings in color Blue and Lilac rabbits. The strap is made like a gold chain.
          • Silver Marten-a type of hair color is defined as the group's gold chain. But there was Cooking at the neck (the jaw) after a call.
Triangle in the lower abdomen around the eyes, nose, ears, tail section and the lower portion of the front legs and hind legs. It is a silvery gray. It looks as if the necklace is a silver hook.
          • Tans-a type of hair color is specified as a gold chain and a necklace of silver. But there was Cooking at the neck (the jaw), the Court's role as a counterpart in the lower abdomen around the eyes, nose, ears, tail section and the lower portion of the front legs and hind legs. What color is dark reddish-brown snake is a snake-like chain.
          • Sable Marten-colored copper. But Marx and Banking. Similar to that of bulk silver necklace.
          • Smoke Pearl Marten-gray smoke. But Marx and Banking. Similar to that of bulk silver necklace.
            The sequences used in the description may be different from that used in the contest, the Otter - Sable Marten - Silver Marten - Smoke Pearl Marten - Tans, to ease of explanation and understanding.


☻ Any Other Varieties is a color that can not be classified into the above groups, other colors are colors that are unique, there are four different colors.
          • Fawn.
          • Himalayan-group with the coat color the body is white, but there are points on the nose, ears and legs, all four and the tail will be colored by the colors black, blue color, Chocolate and Lilac. But the key is. Must have eye pomegranate
          • Orange.
          • Steel-black body. And the hair is brown.



Standard color


Sugar



The Self - Black, Chocolate.

The Shade - Sable Point, Siamese Sable, Tortoise.

The Agouti - Chestnut, Chinchilla.

The AOV - Orange, Steel.

Gray-blue.



The Self - Blue, Lilac.

The Shade - Siamese smoke pearl.

The Agouti - Lynx, Opal, Squirrel.

The AOV - Fawn.

Ruby red.



The Self - REW.

The AOV - Himalayan.

The clear sky.



The Self - BEW.

For the eyes of rabbits in the Otter, Sable Marten, Silver Marten, Tans, it is governed by the same group as mentioned above Self.